ตอนที่ 1 : แนะนำตัว
สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อนางสาวนารินทร์ ขันแปง
สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อนางสาวเจนจิรา มีสุข
สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อนางสาวปรีชญา กอใหญ่
ตอนที่ 2 : อธิบาย
ปรีชญา กอใหญ่ : วัตถุประสงค์ของการทำ lap นะค่ะ
เพื่อศึกษาองค์ประกอบของใบและรากของก้านใบกาบหอย
เพื่อศึกษาหน้าที่และส่วนประกอบภายในเซลล์ของว่านกาบหอย
นารินทร์ ขันแปง : วัสดุอุปกรณ์การทำ lap
1.ใบมีด 5. น้ำ
2.รากของต้นกาบหอย 6. ใบของต้นกาบหอย
3.แผ่นสไลด์ 7. กล้องจุลทรรศน์
4.บีกเกอร์ 8. ที่หยดสาร
เจนจิรา มีสุข : วิธีการทำ lap นะค่ะ
นำใบกาบหอยมาวางไว้ที่มือ แล้วนำใบมีดมาผ่าตามยาว โดยเอาส่วนที่บางที่สุด
นำส่วนที่บางที่สุดไปวางบนสไลด์ แล้วเอาน้ำหยดใส่เล็กน้อย เพื่อไม่ให้เซลล์เหี่ยว
นำไปส่องดูที่กล้องจุลทรรศน์ที่หัว 4 เท่า แล้วค่อย ๆ ปรับไปที่หัว 10 เท่า เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้หัว 4 เท่า ก่อนทุกครั้ง
นำรากต้นกาบหอยวางไว้ที่มือ แล้วนำใบมีดมาผ่าตามขวาง โดยนำส่วนที่บางที่สุดและสมบูรณ์ที่สุด (ไม่เอาเซลล์ขาดนะค่ะ)
นำส่วนที่บางที่สุดไปวางบนแผ่นสไลด์ แล้วเอาน้ำหยดใส่เล็กน้อย เพื่อไม่ให้เซลล์เหี่ยวแห้ง
นำไปส่องดูที่กล้องจุลทรรศน์ที่หัว 4 เท่า ก่อนเสมอ ถ้าเห็นไม่ชัดให้ปรับไปที่หัว 10 เท่า ค่ะ
ปรีชญา กอใหญ่ : สรุปผลการทดลองนะค่ะ
ต้นว่านกาบหอยมีลักษณะโครงสร้างภายนอกประกอบด้วย ใบพืช ซึ่งมีหน้าที่หลัก ๆ คือ สังเคราะห์แสง ลำต้นมีหน้าที่ลำเลียงน้ำ รากซึ่งมีหน้าที่ดูดซึมน้ำและอาหาร ส่วนโครงสร้างภายในเซลล์ของใบจะมีปากใบ มีไซโทรพลาซึม นิวเคลียส คลอโรพลาส แวคิวโอ ส่วนของรากจะมีไซเลม และโพลเอม
ตอนที่ 3 : สรุป
นารินทร์ ขันแปง : เพื่อน ๆ น้อง ๆ คนไหนที่สนใจการทดลองหาส่วนประกอบของใบและรากของต้น
กาบหอยก็สามารถที่จะทำการทดลองได้ โดยวิธีที่ง่าย ๆ ๆนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
Preechaya koyai
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
7 คำถามที่คุณต้องเจอในการสอบสัมภาษณ์


บางคนอาจจะพอนึกภาพออกนะครับว่า เด็กม.ปลายที่กำลังจะเข้าสอบสมภาษณ์เข้ามหาลัยเนี่ย มันกังวลแค่ไหน (ทั้งๆที่ไม่จำเป็นต้องกังวลเลย) กลัวนู่น กลัวนี่ ขี้หด ตดหาย กังวลสารพัด ประดุจว่าห้องสัมภาษณ์คือห้องดับจิตก็ไม่ปาน ก็ยังไม่ทันได้ตอบคำถามน้องเค้าเลยครับ พอดีน้องเค้าขอตัวไปก่อน ,,,
อย่ากระนั้นเลย ไหนๆก็ไหนๆ ก็ยกเอามาตอบมันในบล็อกเสียเลย เวลาปีหน้ามีน้องมาถามอีก จะได้ไม่ต้องมาบิ๊วอารมณ์กันใหม่ เรามาดูว่า คำถามแบบไหน ที่มักจะเจอเวลาสอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัย
0.ถามข้อมูลส่วนตัว
อันนี้เป็นเรื่องปกติ ธรรมดาสามัญครับ อาจจะให้เราแนะนำตัว ชื่อ นามสกุล จบจากโรงเรียนอะไร เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่ ก็ว่าไป ซึ่งบางคนก็อาจจะข้ามสเตปท์ตรงนี้ไปก็ได้ ถ้าอาจารย์คิดว่าได้ข้อมูลจากเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้าอาจารย์พอแล้วแต่บางที อาจารย์ก็อยากให้เราแนะนำตัว เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอาจารย์ เพราะบางคนก็สั่นจนแนะนำตัวเองถูกๆผิดๆก็มี
มีเพื่อนผมคนนึง มันไปสร้างวีรกรรมตอนสอบสัมภาษณ์ไว้อย่างลือเลื่องมาก ผมสมติชื่อมันว่า โตแมง ก็แล้วกันนะครับ
โตแมง สอบได้คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชา เคมี ณ มหาลัยในภาคอีสานแห่งหนึ่ง แต่โตแมง กะว่า ไปสอบสัมภาษณ์ชิวๆขำๆไปงั้นเอง เพราะคิดไว้ในใจแล้วว่า ไม่เลือกที่นั่นแน่ๆ พออาจารย์ถามชื่อ โตแมงตอบว่า "อาจารย์ไม่รู้เหรอครับ ว่าผมชื่ออะไร อาจารย์รู้มั้ยว่าผมเป็นใคร" และก็ตามด้วยคำตอบกวนตีนอีกหลายดอก ผลคือ โตแมง ไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์สมใจอยาก
1.ถามความมั่นใจ
แน่นอนครับ คำถามบังคับที่ทุกคนจะได้เจอ "ทำไมถึงอยากเรียนสาขา/คณะนี้"
ถ้าเป็นคนอยากเรียนจริงๆ ก็จะไม่ลำบากใจหน่อย ถ้าเป็นแบบโตแมงข้างบน อยากฮาราคีรีตัวเองก็ไม่ยาก แต่ถ้ายังสองจิตสองใจ อารมณ์ประมาณว่า จะไม่เอาก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็คิดหนัก ก็ให้พยามคิดถึงเหตุผลที่ทำให้อยากเรียนแล้วตอบไปแบบไม่ต้องคิดมากครับ เพราะเขาถามถึงเหตุผลที่อยากเรียน เขาไม่ได้ถามถึงเหตุผลที่จะทำให้ไม่อยากเรียน แต่จะดีมาก ถ้าเราสามารถตัดสินใจได้ก่อนการไปสัมภาษณ์ เพราะมันจะทำให้เราตอบได้อย่างมั่นใจ และไม่เป็นการตัดโอกาสคนที่เขาอยากเรียนจริงๆ แต่คะแนนสอบอาจจะน้อยกว่าเรา
ถ้ามั่นใจว่าอยากเรียนจริง แต่เจออาจารย์แอบขู่ เช่น "เรียนยากนะ", "รีไทร์เยอะนะ", "รุ่นพี่เธอก็บอกครูแบบนี้" ตอบๆไปเหอะ "มั่นใจครับ/ค่ะ" คนเก่งหรือจะเท่าคนใจสู้ อาจารย์ก็อยากวัดแค่นี้แหละครับ
2.ถามความรู้
คำถามวัดความรู้ แต่ละคนก็จะถูกลองของมากน้อยแตกต่างกัน บางคนก็เจอหนัก บางคนก็เจอเบา บางคนก็เจอคำถามตรงสายเลย บางคนก็เจอความรู้รอบตัว ก็สุดแล้วแต่บุญทำกรรมแต่งครับ (ha) แต่โปรดเถิดดวงใจ โปรดได้ฟังคำนี้ก่อน ถ้าไม่รู้เกี่ยวกับคำถาม พลีสเลยครับ กรุณาอย่าดำน้ำ อย่าพยายามเนียนนุ่มกรุ้มกริ่ม อาจารย์ที่อยู่ตรงหน้ารา เก๋าๆกันทั้งนั้น อย่าคิดว่าจะใส่ตีนกบสคูบ้าดำน้ำ แล้วจะรอด
ตอบถูกในสิ่งที่รู้และเข้าใจนั่นเป็นเรื่องดีครับ ถ้ารู้ก็ตอบอย่างมั่นใจเลย ถ้ารู้บ้างไม่รู้บ้าง ก็ตอบเฉพาะส่วนที่รู้ แต่ถ้าไม่รู้จริงๆ ให้ตอบว่า ไม่ทราบครับ/ค่ะ การที่เราไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะถ้ารู้ไปหมด กูจะมาเรียนทำไม?
แต่ก็ควรทำการบ้านมาบ้างเหมือนกันนะจ๊ะ เพราะถึงไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าไม่รู้ไปหมดซะทุกเรื่อง มันก็กะไรอยู่ จริงไหม
เพื่อนผมมันมาประจานตัวเองตอนสอบสัมภาษณ์เข้าวิทย์คอม อาจารย์ถามว่า ที่บ้านใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อะไรบ้าง เพื่อนผมมันตอบว่า "ก็ใช้วายแน้ม(Winamp)ฟังเพลงอะค่ะ" (กรุณานึกถึงหน้าคนถาม ตอนเพื่อนผมมันตอบ)
3.ถามจุดแข็ง
อาจารย์แกก็จะดูคะแนนของเรา ถ้าวิชาไหนเราทำคะแนนได้ดี อาจารย์ก็อาจจะลองเทสท์ดูบ้างว่า เอ๊ ไอ้นี่มันมั่วแม่นรึปล่าว วิธีตอบก็ให้กลับขึ้นไปอ่านข้อที่แล้วครับ
4.ถามจุดอ่อน
บางคนนี่โคตรซวยครับ นอกจากอาจารย์จะไม่ถามจุดแข็งที่คันปากอยากจะตอบจะตายห่าน แต่ยังเสือกถามจี้จุดอ่อนเราอีก
เวลาโดนจี้จุดอ่อน ก็อย่าประสาทแดกไปครับ รู้ก็ตอบ ไม่รู้ก็บอก "ไม่ทราบ" จบ! ตอบไม่ได้ ไม่มีใครเอาM16 มารัวใส่ให้ตายหงส์คาห้องสัมภาษณ์แน่นอนครับ
พออาจารย์แกถามจนสาแก่ใจแกแล้ว ต่อไปก็จะกลับไปที่ข้อ 1. ครับ นั่นก็คือ "ช่วงวัดใจ"
อย่างผมนี่ ตอนม.ปลาย เกรดฟิสิกส์ได้น้อยมาตลอด คะแนนเอ็นท์วิชาฟิสิกส์ก็ได้น้อย ฟ้องตัวเองอีก ,,, เจอเลยครับ "มีเรียนฟิสิกส์ตั้ง 2 ตัวนะ มีแล็บฟิสิกส์ด้วย จะไหวเหรอ" เจอลองดีอย่างนี้ เราก็ตอบไปเลยครับว่า "คิดว่าไหว และจะพยายามให้ดีที่สุดครับ/ค่ะ"
ในชีวิตมหาลัย วิชาไหนเราไม่เก่ง มันก็เอาเกรดเอยาก อันนี้พอจะมองภาพออกนะครับ แต่เชื่อผมเหอะ ถึงเราจะเอาเกรดเอในวิชานั้นๆยาก แต่ก็ใช่ว่ามันจะติดเอฟกันง่ายๆ และผมก็ผ่านฟิสิกส์มาด้วย D+ 2 ตัว (ha)
5.ถามหาพ่อ หาแม่
เอ่อ อันนี้ไม่ได้กวนตีนนะครับอาจารย์อาจจะถามหาพ่อ หาแม่ ของเราจริงๆ หลายคนงงว่า ทำไมต้องถาม? ,,, เคสนี้ เผื่อไว้ในกรณีที่ผู้ปกครองมีความขัดข้องในการหาค่าเล่าเรียนให้เราครับ ก็จะถามว่า พ่อ แม่ทำอาชีพอะไร มีลูกกี่คน ติดขัดเรื่องการเงินไหม เราต้องการทุนไหม ถ้าต้องการ ให้ตอบโดยไวเลยครับ อาจารย์ก็จะทำremarkไว้ ซึ่งก็เป็นผลดีกับตัวเราเอง
ในกรณีที่เราต้องการทุน แต่อาจารย์ไม่ถามเรา ให้เราชิงถามเองเลยครับ เรื่องทุนการศึกษานี่ เรื่องใหญ่ อย่ากลัว อย่าอาย อาจารย์เขาพร้อมตอบอยู่แล้ว
6.ถามหาพี่
ถามหาพ่อ หาแม่ แล้วอาจจะมีถามหาพี่บ้าง แต่อันนี้ออกแนวระลึกชาตินิดนึง ถ้าใครมีพี่หรือญาติที่เรียนคณะ/สาขา นั้นๆ ตลอดจนเป็นที่รู้จักของอาจารย์ผู้สัมภาษณ์ แกก็จะถามเลยว่า เป็นน้องของ/รู้จัก...หรือเปล่า ให้รู้ไว้เลยว่า พี่หรือญาติของน้องๆ อาจจะมีจุดเด่นซักอย่างนึง ที่เป็นที่จดจำของอาจารย์ที่ถาม ,,, ส่วนจะเป็นจุดเด่นด้านดีหรือร้ายนั้น ก็ไปวัดดวงกันเอง (ha)
แต่ข้อนี้ไม่ต้องซีเรียสอะไรมากครับ ถามมา ก็ตอบไปแค่นั้นเอง
7.ถามหาอะไร?
นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว จะมีคำถามอยู่ประเภทหนึ่ง ที่เราฟังแล้วอาจจะเกิดความสงสัยว่า อาจารย์จะถามหาซอกตึกอะไรครับ? เช่น "ชื่อแปลว่าอะไร", "ใครเป็นคนตั้งชื่อให้", "เมื่อคืนไปกินเหล้ากับรุ่นพี่มารึเปล่า" หรือ "รุ่นพี่เลี้ยงเนื้อย่างร้านไหน"
ก็ไม่ต้องก่งก๊งหรอกครับ คำถามเหล่านี้ ดูเหมือนจะกวนตีน แต่มันเป็นการสร้างความผ่อนคลายและความคุ้นเคยให้กับพวกน้องๆเองนั่นแหละ เพราะบางคนเข้าไปเจออาจารย์ก็เกร็งจนรูตูดขมิบไป 30 รอบก็มี เดี๋ยวจะสัมภาษณ์ไม่รู้เรื่องกันพอดี
ก็คงจะพอเป็นแนวทางได้บ้างไม่มากก็น้อย (ประโยคนี้ คำนำรายงานส่งครูชัดๆ -3-) หรืออาจจะทำให้น้องที่กำลังจะได้เข้าสัมภาษณ์เร็วๆนี้ ได้สบายใจขึ้น ,,, แต่ขอเตือนก่อนว่า ทั้งหมดที่ว่ามา มันก็แค่ความเห็นของผมคนเดียวเท่านั้น อ่านพอเป็นแนวทางได้ แต่อย่าเชื่อทั้งหมด เตรียมตัวให้พร้อม เป็นตัวของตัวเอง ผ่อนคลาย แต่มั่นใจ แล้วการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัย ก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป
คณะในฝันนนนน

กิจกรรมสำคัญของการเรียนพยาบาลได้แก่
-การดูแลให้ความสุขสบาย (care and comfort) ช่วยเหลือบุคคลให้สามารถจัดการกับปัญหาทางสุขภาพและ การเจ็บป่วย (health illness continuum) ได้ด้วยตน เอง หน้าที่ของพยาบาลจึงมุ่งที่จะวิเคราะห์ข้อมูลทางการ พยาบาล เพื่อให้ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (assesment and diagnosis) -ให้คำแนะนำ คำสอนด้านสุขภาพ (health teaching) เพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพอันดีและส่งเสริมผลการ รักษา มุ่งด้านการดูแลตนเอง (self care) ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนของสมาชิกในครอบครัว
-ให้คำปรึกษา (counselling) ด้านสุขภาพอนามัยทั้ง ในภาวะปกติ และขณะที่มีภาวะกดดัน อันเป็นเหตุให้สุขภาพ เบี่ยงเบนไปจากปกติ
-ให้การดูแลด้านสรีรจิตสังคม (physiopsychosocial intervention) โดยการใช้วิธีการพยาบาลการปฏิบัติ
-การดูแลให้ความสุขสบาย (care and comfort) ช่วยเหลือบุคคลให้สามารถจัดการกับปัญหาทางสุขภาพและ การเจ็บป่วย (health illness continuum) ได้ด้วยตน เอง หน้าที่ของพยาบาลจึงมุ่งที่จะวิเคราะห์ข้อมูลทางการ พยาบาล เพื่อให้ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล (assesment and diagnosis) -ให้คำแนะนำ คำสอนด้านสุขภาพ (health teaching) เพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพอันดีและส่งเสริมผลการ รักษา มุ่งด้านการดูแลตนเอง (self care) ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนของสมาชิกในครอบครัว
-ให้คำปรึกษา (counselling) ด้านสุขภาพอนามัยทั้ง ในภาวะปกติ และขณะที่มีภาวะกดดัน อันเป็นเหตุให้สุขภาพ เบี่ยงเบนไปจากปกติ
-ให้การดูแลด้านสรีรจิตสังคม (physiopsychosocial intervention) โดยการใช้วิธีการพยาบาลการปฏิบัติ
สำหรับสถาบันที่มีหน้าที่ผลิตบัณฑิตพยาบาลให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ในสังกัด เมื่อนักศึกษาเรียนจบแล้ว ก็จะสามารถเข้าทำงานได้ตามโรงพยาบาลในสังกัดได้ทันที โดยต้องสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลเสียก่อน และเมื่อเข้าทำงานแล้ว ก็จะถือว่าเป็นพนักงานของรัฐ จากนั้นจึงจะสามารถสอบเข้าเป็นข้าราชการได้
แต่สำหรับสถาบันอื่นๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่ผลิตบัณฑิตพยาบาลให้กับโรงพยาบาลโดยตรงนักศึกษาก็สามารถสมัครเข้าเป็นพยาบาลตามโรงพยาบาลที่เปิดรับสมัครได้
แต่สำหรับสถาบันอื่นๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่ผลิตบัณฑิตพยาบาลให้กับโรงพยาบาลโดยตรงนักศึกษาก็สามารถสมัครเข้าเป็นพยาบาลตามโรงพยาบาลที่เปิดรับสมัครได้
สถาบันที่เปิดสอนคณะพยาบาลศาสตร์
-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย -มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-มหาวิทยาลัยมหิดล-โรงพยาบาลรามาธิบดี-มหาวิทยาลัยขอนแก่น-มหาวิทยาลัยเชียงใหม่-มหาวิทยาลัยนเรศวร-มหาวิทยาลัยบูรพา-มหาวิทยาลัยมหาสารคาม-มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง-มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์-มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ-มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์-มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์-มหาวิทยาลัยนครพนม-มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ-มหาวิทยาลัยรังสิต-มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล-วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์-วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ -วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ -วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี -วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร -วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า -มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต-มหาวิทยาลัยพายัพ-มหาวิทยาลัยปทุมธานี-มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี-มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น-มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ -มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เผยหมดเปลือก ชีวิตนักศึกษาพยาบาล
พี่เป้ : ก่อนอื่นช่วยแนะนำตัวแก่น้องๆ ด้วยค่ะพี่เอย : สวัสดีค่ะ ชื่อสกุลเพ็ญ จันทรโสตถิ์ค่ะ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “พี่เอย”ค่ะ ตอนนี้กำลังศึกษาระดับชั้นปี 4 หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ค่ะ แต่ทำไม๊(เสียงสูง) คนอื่นชอบเข้าใจว่าพวกเราเรียนที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิระพยาบาล...เหอๆ แต่เดิมก็คือวชิระนั่นแหละค่ะ ขอเรียกอย่างย่อว่าเกื้อฯ แล้วกันนะคะ คือเกื้อฯ เนี่ยเดิมเป็นอีกหนึ่งสถาบันสมทบของมหิดลค่ะ แต่สังกัดสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร
พี่เป้ :ทำไมถึงเลือกเรียนพยาบาลล่ะคะพี่เอย : เพราะพี่เอยเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ค่ะ ..ก๊ากกกก (เน่าได้อีก) มีที่มาค่ะตอนพี่เอยอายุ 9 ขวบ คุณแม่ตั้งครรภ์ดำเนินมาจนถึง 36 weeks และอยากจะคลอดเต็มที วันนั้นนอนเป็นเพื่อนแม่ค่ะ แม่ปลุกพี่เอยกลางดึก ( 23.40 น.) แต่นานมากกว่าจะตื่น จนกระทั่งมีน้ำอะไรไม่รู้เปื้อนตามเตียง และแม่ก็บอกว่ารู้สึกเกร็งหน้าท้อง สงสัยน้องอยากจะเกิด พี่เอยตกใจมากทำไรไม่ถูก พอนำแม่มาถึงโรงพยาบาล (พี่ช่วยเวรเปลเข็นเตียงแม่ด้วยแหละ ...^.^ภูมิใจ)
ผ่านไปหลายชั่วโมงน้องคลอดออกมาปลอดภัย พยาบาลก็ช่วยดูแลแม่และน้องอย่างดี ( ตรงนี้แหละที่ประทับใจมาก )แต่ที่ไม่คาดคิดคือ คุณแม่เสียเลือดมากเพราะนานถึง 40 นาทีแล้วแต่รกยังไม่คลอด พยาบาลจึงตามหมอมาช่วยล้วง สถานการณ์ตอนนั้นตึงเครียดมากค่ะ แต่มีพยาบาลสุดสวยมาช่วยปลอบใจ และแจ้งข้อมูลและความเป็นไปอย่างละเอียด ทำให้พวกเรารู้สึกดีขึ้นค่ะ และแล้วแม่ก็ปลอดภัย พี่ก็เลยฝันไว้ว่าโตขึ้นจะเป็นพยาบาลให้ได้
พี่เป้ : แล้วสอบเข้ามาเรียนคณะพยาบาลด้วยวิธีใดคะพี่เอย : สอบเข้ามาเรียนด้วยระบบ Admission ตรงค่ะ โดยส่งหลักฐานสมัครสอบรอบตรง แล้วยื่นคะแนน O-net & A-net พอผ่านแล้วก็สอบสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย น้องๆที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของสถาบันที่ http://www.kcn.ac.th
พี่เป้ : พอเข้ามาเรียนจริงๆ แตกต่างจากที่คิดไว้ตอนแรกมั้ยคะพี่เอย : แตกต่างมากเลยค่ะ ตอนแรกไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องอดหลับอดนอนขนาดนี้ (เหอๆ... เป็นเรื่องที่กลุ้มใจที่สุด ) และต้องมีการปรับตัวมากกว่าที่คิดไว้เยอะ
สำหรับกฎระเบียบของสถาบันและระบบการอยู่ในสังคมที่นี่ พี่ต้องใส่กระโปรงคลุมเข่า เสื้อตัวใหญ่แขนไม่สั้นมาก รองเท้าคัชชูขาวถุงเท้าขาว ผมรวบตึงเหนือท้ายทอยหนึ่งฝ่ามือด้วยโบว์สีขาว ติดกิ๊บดำเอาผมหน้าขึ้น เข้าหอไม่เกิน 2 ทุ่ม แถมระบบ Seniority (ระบบพี่กับน้องค่ะ)แรงมาก (เหอๆ อย่าพึ่งถอดใจนะคะ ) แต่ทุกสิ่งทุกอย่างพอมาถึงบัดนี้แล้ว ทำให้เราเป็นคนมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา รู้จักจัดการและวางแผนกับชีวิตของตนเองในแต่ละวัน และเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราซึ่งจะเป็นพยาบาลในอนาคตจะได้มีความสุขกับการทำงานและทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อการบรรเทาทุกข์แก่ผู้อื่นเป็นสุขอย่างยิ่งของพวกเราค่ะ
รูปจากคณะพยาบาลศาสตร์ ม.เชียงใหม่
พี่เป้ : แล้วได้ทำกิจกรรมอะไรในคณะบ้างคะพี่เอย : เป็นประธานองค์การนักศึกษาค่ะ ดูแลเกี่ยวกับกิจการหรือกิจกรรมของนักศึกษาในสถาบันค่ะ อย่างเช่นกิจกรรมของนักศึกษาที่จัดขึ้นทุกเดือน, กิจกรรมที่จัดเป็นประเพณี (จีบน้อง รับน้อง ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง กีฬาสถาบัน ฯลฯ) ,ค่ายอาสา, โครงการช่วยเหลือสังคมต่างๆ, รวมถึงกิจกรรมชองชมรม กิจการการหารายได้อื่นๆ ค่ะ การจัดกิจกรรมของนักศึกษาทุกครั้งจะต้องมีการประชุมหารือค่ะ ที่ผ่านมามีทั้งความสนุก ภูมิใจ เหนื่อย และท้อแท้ค่ะ
พี่เป้ : สุดท้าย อยากให้ฝากข้อคิดหรือกำลังใจแก่น้องๆ หน่อยค่ะพี่เอย : แฮ่ ๆ ...ขอฝากกำลังใจให้น้องๆ ที่ตั้งมั่นว่าจะเลือกเรียนพยาบาลนะคะ แล้วสำรวจใจและความต้องการของตัวเองให้ดีค่ะ ก็จงมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง เรียนจบเป็นพยาบาลอย่างที่ตั้งใจไว้ สำหรับวิชาชีพพยาบาลนี้ถือเป็นอีกอาชีพที่มั่นคง เป็นงานด้านการบริการสุขภาพค่ะ นอกจากจะทำงานเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ยังเป็นการสั่งสมบุญไปในตัวนะคะ เพราะเรามีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม และยังเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จด้านอื่นๆ อีกด้วยน้องๆ อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองนะคะ จะได้มีกำลังใจและกำลังกายที่แข็งแรง ก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจ..... จ๊วฟๆ
พี่เป้ :ทำไมถึงเลือกเรียนพยาบาลล่ะคะพี่เอย : เพราะพี่เอยเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ค่ะ ..ก๊ากกกก (เน่าได้อีก) มีที่มาค่ะตอนพี่เอยอายุ 9 ขวบ คุณแม่ตั้งครรภ์ดำเนินมาจนถึง 36 weeks และอยากจะคลอดเต็มที วันนั้นนอนเป็นเพื่อนแม่ค่ะ แม่ปลุกพี่เอยกลางดึก ( 23.40 น.) แต่นานมากกว่าจะตื่น จนกระทั่งมีน้ำอะไรไม่รู้เปื้อนตามเตียง และแม่ก็บอกว่ารู้สึกเกร็งหน้าท้อง สงสัยน้องอยากจะเกิด พี่เอยตกใจมากทำไรไม่ถูก พอนำแม่มาถึงโรงพยาบาล (พี่ช่วยเวรเปลเข็นเตียงแม่ด้วยแหละ ...^.^ภูมิใจ)
ผ่านไปหลายชั่วโมงน้องคลอดออกมาปลอดภัย พยาบาลก็ช่วยดูแลแม่และน้องอย่างดี ( ตรงนี้แหละที่ประทับใจมาก )แต่ที่ไม่คาดคิดคือ คุณแม่เสียเลือดมากเพราะนานถึง 40 นาทีแล้วแต่รกยังไม่คลอด พยาบาลจึงตามหมอมาช่วยล้วง สถานการณ์ตอนนั้นตึงเครียดมากค่ะ แต่มีพยาบาลสุดสวยมาช่วยปลอบใจ และแจ้งข้อมูลและความเป็นไปอย่างละเอียด ทำให้พวกเรารู้สึกดีขึ้นค่ะ และแล้วแม่ก็ปลอดภัย พี่ก็เลยฝันไว้ว่าโตขึ้นจะเป็นพยาบาลให้ได้
พี่เป้ : แล้วสอบเข้ามาเรียนคณะพยาบาลด้วยวิธีใดคะพี่เอย : สอบเข้ามาเรียนด้วยระบบ Admission ตรงค่ะ โดยส่งหลักฐานสมัครสอบรอบตรง แล้วยื่นคะแนน O-net & A-net พอผ่านแล้วก็สอบสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย น้องๆที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของสถาบันที่ http://www.kcn.ac.th
พี่เป้ : พอเข้ามาเรียนจริงๆ แตกต่างจากที่คิดไว้ตอนแรกมั้ยคะพี่เอย : แตกต่างมากเลยค่ะ ตอนแรกไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องอดหลับอดนอนขนาดนี้ (เหอๆ... เป็นเรื่องที่กลุ้มใจที่สุด ) และต้องมีการปรับตัวมากกว่าที่คิดไว้เยอะ
สำหรับกฎระเบียบของสถาบันและระบบการอยู่ในสังคมที่นี่ พี่ต้องใส่กระโปรงคลุมเข่า เสื้อตัวใหญ่แขนไม่สั้นมาก รองเท้าคัชชูขาวถุงเท้าขาว ผมรวบตึงเหนือท้ายทอยหนึ่งฝ่ามือด้วยโบว์สีขาว ติดกิ๊บดำเอาผมหน้าขึ้น เข้าหอไม่เกิน 2 ทุ่ม แถมระบบ Seniority (ระบบพี่กับน้องค่ะ)แรงมาก (เหอๆ อย่าพึ่งถอดใจนะคะ ) แต่ทุกสิ่งทุกอย่างพอมาถึงบัดนี้แล้ว ทำให้เราเป็นคนมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา รู้จักจัดการและวางแผนกับชีวิตของตนเองในแต่ละวัน และเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราซึ่งจะเป็นพยาบาลในอนาคตจะได้มีความสุขกับการทำงานและทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อการบรรเทาทุกข์แก่ผู้อื่นเป็นสุขอย่างยิ่งของพวกเราค่ะ
รูปจากคณะพยาบาลศาสตร์ ม.เชียงใหม่
พี่เป้ : แล้วได้ทำกิจกรรมอะไรในคณะบ้างคะพี่เอย : เป็นประธานองค์การนักศึกษาค่ะ ดูแลเกี่ยวกับกิจการหรือกิจกรรมของนักศึกษาในสถาบันค่ะ อย่างเช่นกิจกรรมของนักศึกษาที่จัดขึ้นทุกเดือน, กิจกรรมที่จัดเป็นประเพณี (จีบน้อง รับน้อง ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง กีฬาสถาบัน ฯลฯ) ,ค่ายอาสา, โครงการช่วยเหลือสังคมต่างๆ, รวมถึงกิจกรรมชองชมรม กิจการการหารายได้อื่นๆ ค่ะ การจัดกิจกรรมของนักศึกษาทุกครั้งจะต้องมีการประชุมหารือค่ะ ที่ผ่านมามีทั้งความสนุก ภูมิใจ เหนื่อย และท้อแท้ค่ะ
พี่เป้ : สุดท้าย อยากให้ฝากข้อคิดหรือกำลังใจแก่น้องๆ หน่อยค่ะพี่เอย : แฮ่ ๆ ...ขอฝากกำลังใจให้น้องๆ ที่ตั้งมั่นว่าจะเลือกเรียนพยาบาลนะคะ แล้วสำรวจใจและความต้องการของตัวเองให้ดีค่ะ ก็จงมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง เรียนจบเป็นพยาบาลอย่างที่ตั้งใจไว้ สำหรับวิชาชีพพยาบาลนี้ถือเป็นอีกอาชีพที่มั่นคง เป็นงานด้านการบริการสุขภาพค่ะ นอกจากจะทำงานเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ยังเป็นการสั่งสมบุญไปในตัวนะคะ เพราะเรามีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม และยังเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่ความสำเร็จด้านอื่นๆ อีกด้วยน้องๆ อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองนะคะ จะได้มีกำลังใจและกำลังกายที่แข็งแรง ก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจ..... จ๊วฟๆ
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)